ประเทศไทยจะสามารถพลิกโฉมการจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัยได้อย่างไร

Flood‑prone riverside housing along an urban canal in Thailand, showing erosion, weakened building foundations, and the urgent need for resilient flood management.
Karel  Heijnert

Karel Heijnert

Karel Heijnert is a Senior Consultant and Project Manager with over 35 years of experience in flood risk management, water management system design, integrated water resources management, and flood and drought forecasting. Karel has led major planning and feasibility projects in the Philippines, Viet Nam, the Mekong Basin and Surinam, including the Mekong Delta Integrated Regional Plan and flood risk management master plans.
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านวัฒนธรรมอันหลากหลาย ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ และทรัพยากรน้ำที่อุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง ในทุก ๆ ปี ในช่วงหน้ามรสุมและพายุโซนร้อนทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงและสร้างความเสียหายให้กับชุมชน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทั้งนี้ จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบในหลากหลายมิติ ทั้งสภาพอากาศที่เลวร้ายรุนแรงขึ้น ส่งผลให้การบริหารจัดการน้ำท่วมจำเป็นต้องอาศัยแนวทางที่ยั่งยืน มีนวัตกรรม และบูรณาการในทุกมิติอย่างเร่งด่วน

ทรัพยากรน้ำและความท้าทายของประเทศไทย

ประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีแม่น้ำสายสำคัญหลายสาย อย่างเช่น แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งไหลผ่านกรุงเทพมหานคร และแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่ใช้ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน แหล่งน้ำเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมต่อภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การคมนาคม และการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน ในขณะเดียวกัน แม่น้ำสายสำคัญเหล่านี้ก็เป็นแหล่งความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมในช่วงฤดูมรสุม และเมื่อเกิดพายุไต้ฝุ่น ฝนตกหนักมักทำให้ระบบระบายน้ำในเขตเมืองและโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันน้ำท่วมไม่สามารถรองรับได้เพียงพอ ดังที่เห็นได้ชัดจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานครเมื่อปี พ.ศ. 2554

การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว การเพิ่มขึ้นของเขตอุตสาหกรรม และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งทำให้รูปแบบฝนและระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง ล้วนซ้ำเติมความท้าทายเหล่านี้ ดังนั้น การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยจึงจำเป็นต้องใช้แนวทางแบบองค์รวม ที่สร้างสมดุลระหว่างการป้องกันน้ำท่วม คุณภาพน้ำ สุขภาวะของระบบนิเวศ และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

การเรียนรู้จากประเทศผู้นำระดับโลก

ประเทศต่างๆ เช่น เนเธอร์แลนด์และสิงคโปร์ ล้วนมีประสบการณ์คร่ำหวอดในการบริหารจัดการน้ำ เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ได้ใช้กลยุทธ์และมาตรการต่างๆ ในการป้องกันน้ำท่วม เช่น การย้ายคันกั้นน้ำ การถมดิน การสร้างกำแพงกันคลื่นพายุ การเสริมชายฝั่งแบบอเนกประสงค์ และระบบพยากรณ์น้ำท่วมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรมต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ช่วยให้เนเธอร์แลนด์ และภูมิภาคต่างๆ สามารถปรับตัวได้ตามสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป และเปลี่ยนจุดอ่อนให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสถียรภาพมากขึ้น

สิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของประเทศที่สามารถฟื้นตัวของเมือง ด้วยการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว การวางผังเมืองที่คำนึงถึงทางน้ำ และระบบระบายน้ำอัจฉริยะ แนวทางของสิงคโปร์ได้ผสมผสานพื้นที่กักเก็บน้ำตามธรรมชาติเข้ากับโครงสร้างทางวิศวกรรม เพื่อป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นควบคู่ไปกับแนวทางการรักษาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

แนวคิดสำคัญ: “Room for the River” – การจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัยตามธรรมชาติ

แนวคิดหลักในการปกป้องประเทศเนเธอร์แลนด์จากน้ำท่วม คือ การเปลี่ยนจากการเสริมเขื่อนแบบดั้งเดิมไปสู่แนวทางเชิงนวัตกรรมที่อิงธรรมชาติที่เรียกว่า “Room for the River”  หรือ "พื้นที่รองรับน้ำจากแม่น้ำ" ยุทธวิธีนี้ มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มพื้นที่ระบายน้ำให้แม่น้ำสามารถระบายน้ำที่เอ่อล้นเข้ามาในพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ โดยปรับโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรมให้สอดคล้องกับกระบวนการทางธรรมชาติ แทนที่จะใช้การสร้างเขื่อนสูงๆ ในการป้องกันน้ำเพียงรูปแบบเดียว

หลักการทำงานของ “Room for the River” หรือ "พื้นที่รองรับน้ำจากแม่น้ำ"

  • เพิ่มความจุให้แม่น้ำ (Increase River Capacity) แทนที่จะพึ่งพาการสร้างเขื่อนเพียงอย่างเดียวเพียงอย่างเดียว โครงการนี้จะขยายลำน้ำ สร้างทางผันน้ำ ขุดลอกร่องน้ำให้ลึกขึ้น และย้ายแนวเขื่อนกั้นน้ำไปยังพื้นที่ที่มีความจำเป็นและเหมาะสม
  • แนวทางที่อิงธรรมชาติ (Nature-Based Solutions) ผสานองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อม (พื้นที่ทุ่งรับน้ำ, พื้นที่ชุ่มน้ำ และทางผ่านของปลา) เพื่อให้น้ำสามารถไหลล้นได้อย่างปลอดภัยในช่วงน้ำขึ้นสูง ลดระดับน้ำท่วมสูงสุด และยกระดับคุณภาพถิ่นอาศัยของระบบนิเวศ
  • การบูรณาการการวางแผนเชิงพื้นที่ (Spatial Planning Integration) ประสานการป้องกันน้ำท่วมเข้ากับการวางแผนที่อยู่อาศัย การย้ายกิจการ พื้นที่นันทนาการ และภูมิทัศน์ธรรมชาติ เพื่อการจัดการน้ำที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน เนื่องจากอุทกภัยเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก พื้นที่ที่กำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำท่วมชั่วคราวจึงสามารถใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้ในช่วงฤดูแล้ง เช่น จัดทำเป็นพื้นที่สันทนาการ หรือที่อยู่อาศัย โดยโครงการนี้ได้รวมการย้ายถิ่นฐานของธุรกิจและครัวเรือนในบางพื้นที่ไว้แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการบริหารการใช้พื้นที่ที่มีการวางแผนและบริหารจัดการอย่างดีสามารถลดความเสี่ยงจากภัยน้ำท่วมได้ ในขณะเดียวกันก็รักษาพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ และมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์กับชุมชน อย่างไรก็ตาม อุทกภัยเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่เป็นมาเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ
  • การบริหารจัดการแบบปรับตัว (Adaptive Management) ใช้การสร้างแบบจำลองทางชลศาสตร์ การติดตามตรวจสอบกับกลุ่มผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดของโครงการ เพื่อประเมินและปรับมาตรการแม่น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อคาดการณ์แนวโน้มที่ไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาเศรษฐกิจ
  • การออกแบบเฉพาะพื้นที่ (Location-Specific Design) แม่น้ำแต่ละสายจะมีลักษณะแตกต่างกัน ดังนั้น การออกแบบงานในแต่ละแห่ง จำเป็นต้องมีการปรับให้เข้ากับสภาพตามภูมิศาสตร์ และอุทกวิทยาท้องถิ่น

เสถียรภาพในภูมิภาค: บทเรียนจากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม

สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม ซึ่งเป็นโซนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่ต่ำที่สุดของโลก เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและเศรษฐกิจที่สำคัญ กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากอุทกภัยมากขึ้นจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การทรุดตัวของแผ่นดิน และพายุที่ทวีความรุนแรงขึ้น เวียดนามจึงได้จัดทำโครงการวางแผนภูมิภาคแบบบูรณาการสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (MDIRP) โดยมีแฮสโคนิ่ง (Haskoning) เป็นที่ปรึกษาโครงการ และได้รับทุนสนับสนุนจากธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการวางแผนระดับภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพ ‌

โครงการดังกล่าวนี้มุ่งเสริมสร้างเสถียรภาพต่อสภาพภูมิอากาศในทุกภาคส่วน ทั้งภาคเกษตรกรรม การประปา การขนส่ง และสิ่งแวดล้อม โดยการนำระบบการแบ่งเขตพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงมาใช้โดยพิจารณาจากสภาพธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน สภาพดิน ความเสี่ยงจากน้ำท่วม และปริมาณน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน จากระบบการแบ่งเขตนี้ เราจึงสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาด้านพื้นที่ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมได้ ความสำเร็จของโครงการนี้แสดงให้เห็นว่าแนวทางแบบบูรณาการที่สามารถปรับให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นได้อย่างคล่องตัว บริหารจัดการความเสี่ยง และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคตได้อย่างไร

แนวทางเชิงกลยุทธ์สู่อนาคตประเทศไทย

ภาวะโลกร้อนกำลังเร่งให้ความรุนแรงและความถี่ของอุทกภัยเพิ่มขึ้นทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร กำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การทรุดตัวของแผ่นดินที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปริมาณน้ำหลากจากแหล่งต้นน้ำที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกัน หาดใหญ่ต้องเผชิญกับภาวะฝนตกหนักผิดปกติ ซึ่งเชื่อมโยงกับปรากฎการณ์ แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ  

(Atmospheric River ซึ่งคือปรากฎการณ์ที่แถบพลังงานความชื้นที่ยาวและแคบในบรรยากาศโลกที่ลำเลียงไอน้ำปริมาณมหาศาลจากเขตร้อนไปยังขั้วโลก เปรียบเสมือนแม่น้ำบนท้องฟ้า ซึ่งเมื่อไหลลงสู่พื้นดินสามารถก่อให้เกิดฝนตกหนัก หรือหิมะตกอย่างรุนแรง นำไปสู่ภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมใหญ่ หรือโคลนถล่ม แต่ก็มีความสำคัญต่อการเติมแหล่งน้ำจืดและเป็นส่วนสำคัญของวัฏจักรน้ำบนโลก)

 

ปัจจัยเหล่านี้ผนวกกัน ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรงในทั้งสองเมือง รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ และโครงสร้างพื้นฐานต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ทวีความรุนแรงขึ้น ความจริงข้อนี้ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างที่สำคัญ นั่นคือประเทศไทยยังคงขาดแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบในระยะยาว การแก้ไขปัญหา ด้วยการตอบสนองแบบทีละส่วน และการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้

 
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยสามารถเลือกนำแนวคิดและกลยุทธ์เหล่านี้ไปใช้ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม โดยเริ่มจากโครงการนำร่อง เช่น จัดสร้างแนวกันชนธรรมชาติ ปรับปรุงส่วนงานโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน แนวทางเหล่านี้ เป็นแนวทางที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในประเทศต่างๆ ว่าเป็นแนวทางที่ทำได้จริง ซึ่งแนวทางเหล่านี้เป็นแนวทางที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างเสถียรภาพต่อการรับมือกับอุทกภัยในอนาคต

ทั้งนี้ เพื่อการจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ไทยไม่จำเป็นต้องรอวางแผนระยะยาวให้แล้วเสร็จ แต่สามารถเริ่มต้นด้วยโครงการนำร่องในพื้นที่เสี่ยงภัยสูง เช่น ชานเมืองกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ต้นน้ำ ในการทดสอบและปรับปรุงแนวทางแก้ไข ก่อนขยายผลในการจัดการน้ำในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ความพยายามดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนท้องถิ่น และผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือกับหน่วยงานจากประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยใช้เทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว เช่น เขื่อนกั้นน้ำแบบไดนามิก (dynamic dykes), เทคโนโลยีการพยากรณ์น้ำท่วม (flood forecasting) และแนวทางแก้ไขตามธรรมชาติ (nature-based solutions) ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

กลยุทธ์หลัก คือ “การวางแผนแบบองค์รวม (holistic planning)” ซึ่งบูรณาการแผนการป้องกันน้ำท่วมเข้ากับการพัฒนาเมือง เกษตรกรรม การขนส่ง และการอนุรักษ์ระบบนิเวศ รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน นอกเหนือจากการสร้างความตระหนักรู้ การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ควรรวมถึงการแบ่งปันแนวคิดและความร่วมมือในการสร้างสรรค์แนวทางแก้ไข เพื่อสร้างความไว้วางใจและความรับผิดชอบร่วมกัน เมื่อชุมชนเข้าใจถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน จะทำให้เกิดการสนับสนุนโครงการริเริ่มเพื่อรับมือกับน้ำท่วม และจะทำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น การบริหารจัดการน้ำท่วม ควรผนวกเข้ากับนโยบายของภาคส่วนต่างๆ เช่น นโยบายด้านการใช้ที่ดิน การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป คุณภาพน้ำ และการรับมือกับภัยพิบัติ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องในทุกมิติ และสร้างระบบการจัดการที่ยั่งยืน การพัฒนาดังกล่าว ควรดำเนินการภายใต้วิสัยทัศน์ในการสร้างระบบแบบระยะยาว มองไปในอนาคตข้างหน้าหลายทศวรรษ แทนที่จะใช้มาตรการรับมือในระยะสั้น เพราะการพัฒนาขีดความสามารถของเมืองในการรับมือกับภัยน้ำท่วม เป็นกระบวนการที่ต้องทำ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

บทบาทและความเชี่ยวชาญในระดับนานาชาติ: ของแฮสโคนิ่ง (Haskoning’s Contribution)

แฮสโคนิ่ง (Haskoning) เป็นบริษัทที่มีประสบการณ์การทำงานให้กับประเทศไทยมากว่า 50 ปี ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง ชัชวาลย์-รอยัล แฮสโคนิ่ง (C-RH) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการประเมินอุทกวิทยา การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อควบคุมน้ำท่วม, โครงการด้านสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่ปรับให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ, บริบททางเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย เรื่องราวความสำเร็จของบริษัทสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านโครงการระบบป้องกันน้ำท่วมเชิงบุกเบิกสำหรับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งนำเทคโนโลยีพอลเดอร์ (polder) มาใช้ โดยแนวคิดดังกล่าวอาศัยการถมและยกระดับพื้นที่ร่วมกับระบบกักเก็บและควบคุมน้ำเพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่งจากน้ำท่วมตามฤดูกาล โครงการนี้ได้กลายเป็นมาตรฐานอ้างอิง (benchmark) ด้านโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมของประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และแนวทางแก้ปัญหาที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สามารถมอบความมั่นคงและความปลอดภัยในระยะยาวให้กับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศได้อย่างแท้จริง

แฮชโคนิ่ง (Haskoning) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือบริษัทข้ามชาติเอกชนขนาดใหญ่ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการป้องกันน้ำท่วม นับตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2554 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคองค์กรในการทำธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงทางแฮสโคนิ่ง ยังได้มีส่วนร่วมในแผนการจัดการน้ำแบบบูรณาการทั่วลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยสนับสนุนความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด แนวทางแก้ปัญหาตามธรรมชาติ และแนวทางการวางแผนที่ยืดหยุ่น ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบันว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างขีดความสามารถในการรับมือกับน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ แฮสโคนิ่ง ยังสนับสนุนโครงการริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการ Ocean Cleanup ในการช่วยจัดการขยะพลาสติกในแม่น้ำ เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษ ควบคู่ไปกับความพยายามในการบรรเทาอุทกภัย ความพยายามเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการจัดการน้ำที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์ในหลากหลายมิติ ผสมผสานกับโครงสร้างพื้นฐาน ระดับความสมดุลทางนิเวศวิทยา และการมีส่วนร่วมของชุมชน

เส้นทางที่พิสูจน์แล้วสู่ความสามารถในการสร้างสเถียรภาพในระยะยาว

แนวทางการป้องกันน้ำท่วมจากระดับโลกมีความสำคัญ เนื่องจากช่วยป้องกันน้ำท่วมในระยะยาวสำหรับพื้นที่วิกฤต ด้วยการปรับรูปแบบให้เข้ากับความท้าทายต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และปริมาณน้ำในแม่น้ำที่เพิ่มขึ้น แนวทางนี้จึงเป็นแนวทางที่ยั่งยืน และสร้างขีดความสามารถ และเสถียรภาพในระยะยาว นอกจากนี้ แบบจำลองของเนเธอร์แลนด์ยังเป็นแบบอย่างระดับโลกที่สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดกลยุทธ์การจัดการน้ำท่วมที่คล้ายคลึงกันในประเทศต่างๆ เช่น สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา เวียดนาม จีน และอินเดีย ซึ่งประเทศไทยนับว่าอยู่ในขั้นของประเทศที่เพิ่งเริ่มต้นดำเนินการในเรื่องนี้

ประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์อันมีค่าของประเทศต่างๆ ได้ เช่น เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนากลยุทธ์การจัดการน้ำท่วมเชิงนวัตกรรม ระบบป้องกันน้ำท่วมแบบปรับตัวของเนเธอร์แลนด์ และระบบน้ำประปาในเมืองแบบบูรณาการของสิงคโปร์ แสดงให้เห็นว่าการมีแนวทางป้องกันแบบหลายชั้น มีความยืดหยุ่น และครอบคลุมนั้นสามารถทำให้โครงการป้องกันน้ำท่วมบรรลุผลสำเร็จได้ การเริ่มต้นจากโครงการนำร่องขนาดเล็กและค่อยๆ ขยายผลออกไป โดยประเทศไทยสามารถนำแนวทางที่ขยายผลได้ (scale solutions) มาปรับใช้ โดยผสมผสานโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรมเข้ากับแนวทางที่อิงธรรมชาติ (Nature-Base Solutions) เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าชายเลน และแอ่งกักเก็บน้ำ เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันน้ำท่วม ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

แนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน

อนาคตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นไปสู่กลยุทธ์เชิงรุก และความสามารถในการฟื้นตัวในระยะยาว การยอมรับนวัตกรรม การเสริมสร้างความร่วมมือ และการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนท้องถิ่น ล้วนเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เรื่องราวความสำเร็จจากผู้นำระดับโลกพิสูจน์ให้เห็นว่าแนวทางแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการและปรับตัวได้นั้น เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพ

แฮสโคนิ่ง มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนประเทศไทยด้วยความเชี่ยวชาญระดับนานาชาติ และแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนความเปราะบางให้เป็นความยืดหยุ่นอันเป็นแนวทางที่ยั่งยืน และทำให้อุทกภัยไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นโอกาสในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไ

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกใน สยามรัฐ Post Today เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569

Alwin Commandeur - Business Development Director Asia Pacific

AlwinCommandeur

Business Development Director Asia Pacific